Tuesday, November 21, 2023
Sunday, November 19, 2023
Sunday, October 1, 2023
Tuesday, September 19, 2023
Friday, September 1, 2023
Friday, July 7, 2023
Tuesday, July 4, 2023
Monday, June 26, 2023
Friday, June 23, 2023
ประวัติบรรพบุรุษของพระเจ้าเม็งรายมหาราช
ลาวหมายถึงผู้เป็นใหญ่ พระเจ้าลาวจังกราชเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ลาว
พระยาลาวจังกราช เป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งเมืองเชียงแสน แคว้นโยนกแต่เดิมเป็นเทวดา เมื่อได้รับคำบัญชาให้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์ก็ลงมาเกิดทันทีๆที่ลงมาถึงโลกมนุษย์ก็เกิดโตเป็นหนุ่มเลยคือเกิดแบบโอปปาติกะ ไม่ได้เกิดจากท้องแม่เหมือนคนประเภทอื่น
พระเจ้าลาวจังกราชหรือลาวจง พระองค์มีราชบุตร ๓ พระองค์ ได้แก่
๑.เจ้าลาวครอบ
๒.เจ้าลาวช้าง
๓.เจ้าลาวเกล้าแก้วมาเมือง
พระองค์ ได้ทรงให้ราชบุตรของพระองค์ไปครองเมืองต่างๆดังนี้
๑.เจ้าลาวครอบ ไปครองเมืองเชียงของ
๒.เจ้าลาวช้าง ไปครองเมืองยอง
๓.เจ้าลาวเกล้าแก้วมาเมือง ไปครองเมืองหิรัญนครเชียงลาว
สืบต่อมา ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์สืบต่อมาถึง ๒๔ องค์ ซึ่งล้วนใช้คำนำหน้าว่า "ลาว" หลายพระองค์ได้มีการส่งราชบุตรของตน ออกไปครองเมืองต่างๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ ล้านช้าง (ประเทศลาว) น่าน ฯลฯ ดังนั้น เมืองทั้งหลายเหล่านี้ จึงเป็นเสมือนเครือญาติกัน
อนึ่ง พระเจ้าลาวจังกราชหรือลาวจง ปฐมกษัตริย์หิรัญนครเงินยางเชียงลาว เป็นคนละคนกับ ลาวจักราช ปู่เจ้าลาวจกหรือลาวจกหัวหน้าชาวลัวะบนดอยดินแดง ที่พระเจ้าอชุตราช กษัตริย์โยนกไชยบุรีศรีช้างแสน ขอซื้อที่ดินดอยดินแดง เพื่อสร้างพระธาตุดอยตุง และตั้งลาวจกให้อุปัฏฐากรักษาพระธาตุดอยตุง
พระนามกษัตริย์ผู้ครองเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงลาว
ยุคเมืองหิรัญนครเงินยาง
๑.พระเจ้าลาวจังกราช(ลาวจง) เป็นต้นกำเนิดบรรพบุรุษของพระเจ้าลาวเมืองและลาวเม็ง ซึ่งเป็นพระเจ้าปู่และพระราชบิดาของพระเจ้าเม็งรายมหาราช
๒.เจ้าลาวเกล้าแก้วมาเมือง
๓.เจ้าลาวเสา
๔.เจ้าลาวตั้ง
๕.เจ้าลาวกม
๖.เจ้าลาวแหลว
๗.เจ้าลาวกับ
๘.เจ้าลาวกืน
ยุคขยายเมืองยางสายเงินยาง
๑.เจ้าลาวเครียง(ลาวเคียง)
๒.เจ้าลาวกิน(ลาวคริว)
๓.เจ้าลาวทึง
๔.เจ้าลาวเทิง
๕.เจ้าลาวตน
๖.เจ้าลาวโฉม
๗.เจ้าลาวกวัก
๘.เจ้าลาวกวิน
๙.เจ้าลาวจง (คนละคนกับลาวจังกราชหรือลาวจง)
๑๐.เจ้าลาวชื่น (มีน้องชื่อ จอมผาเรืองหรือขุนจอมธรรม ได้ไปสร้างเมืองพูกามยาวหรือพะเยา มีลูกชื่อลาวเจือง)
๑๑.เจ้าลาวเจือง (พญาเจือง ขุนเจือง ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง) ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษในตำนานสองฝั่งโขง เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่
๑๒.เจ้าลาวเงินเรือง
๑๓.เจ้าลาวชื่น
๑๔.เจ้าลาวมิ่ง
๑๕.เจ้าลาวเมิง
-ลาวเมงหรือพญามังราย เป็นยุคสิ้นสุดราชวงศ์ลาว สถาปนาอาณาจักรล้านนา เริ่มต้นราชวงศ์มังราย
-ลาว หมายถึง คนที่ได้รับยกย่องให้มีฐานะทางสังคมที่สูงกว่า ดีกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น เช่น เป็นหัวหน้า เป็นนาย
-จิตร ภูมิศักดิ์ เพิ่มเติมว่าลาวไม่ได้แปลว่าคนเฉยๆ หากมีความหมายถึงอารยชน หรือชนผู้เป็นนาย
หากพิจารณาตามตำนานไทย-ลาวแล้ว คำว่า “ลาว” จะมีความหมายในเชิงยกย่องสูงส่ง หมายถึง ผู้เป็นใหญ่และมีถิ่นฐาน อยู่บริเวณสองฟากแม่น้ำโขงภาคเหนือของไทยและภาคเหนือของลาวทุกวันนี้ โดยเฉพาะบริเวณฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง ที่เป็น จังหวัดเชียงรายกับจังหวัดพะเยา
จากตำนานสิงหนวัติกุมาร ระบุว่าหัวหน้าคนพื้นเมืองเหล่านี้มีชื่อว่าปู่เจ้าลาวจก เพราะผู้นี้เป็นหัวหน้าใหญ่มีจก (จกคือจอบหรือเสียมขุดดิน) ซึ่งปู่เจ้าลาวจกมีหนังสือมากกว่า ๕๐๐ เล่มขึ้นไป สำหรับแจกจ่ายให้หมู่บริวารเช่ายืมไปทำไร่ จากร่องรอยในตำนานเก่าๆสรุปได้ว่า คำว่าลาวมีความหมายในทางยกย่อง ต่อมาภายหลังมีคำว่า ขุน ท้าวและพญา เข้ามามีความหมายที่ยิ่ง
ใหญ่แทนคำว่าลาว จนได้รับความนิยมมากกว่า คำว่าลาวจึงมีคนใช้น้อยลงเรื่อยๆ
พระราชประวัติพระเจ้าเม็งรายมหาราช
พ่อขุนเม็งราย (พญามังราย) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลาว หรือ ลาวจังกราช ผู้ครองเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน (บริเวณเมืองเชียงแสนในปัจจุบัน) และทรงเป็นปฐมวงศ์กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เป็นราชโอรสของพระเจ้าลาวเม็ง กับพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง หรือพระนางเทพคำข่าย แรกจะตั้งพระครรภ์นั้น พระนางทรงสุบินนิมิตฝันว่าได้เห็นดาวประกายหยาดแต่ท้องฟ้านภากาศลงมาทางทักษิณทิศ (ทิศใต้) พระนางได้รับดวงดาวนั้นไว้ รุ่งขึ้นจึงให้โหรทำนาย ได้ความว่า “จะได้ราชโอรสทรงศักดานุภาพปราบประเทศทักษิณทิศ จนตราบ
เท่าถึงแดนสมุทร” พอครบกำหนด ก็ทรงประสูติราชบุตรเมื่อยามใกล้รุ่งวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน เอกสก จุลสักราช ๖๐๑ พุทธศักราช ๑๗๘๒ ที่เมืองเชียงลาวซึ่งห่างจากเมืองเงินยางไปไม่มากนัก พระเจ้าลาวเมืองผู้เป็นปู่และท้าวรุ่งแก่นชายผู้เป็นตา ก็ประชุมพระญาติวงศาทั้งสองฝ่าย กระทำพิธีเฉลิมขวัญขนานนามราชกุมารว่า “เจ้าเม็งราย” โดยนำชื่อของบิดา ตา และมารดา คือลูกท้าวเม็งหลานท้าวรุ่งเกิดแต่นางเทพคำข่าย
เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงศึกษาศิลปศาสตร์และยุทธพิชัยสงคราม จากพระอาจารย์ที่พระบิดาหาให้ และศึกษาวิชากับเทพอิสิฤาษี ณ ดอยด้วน (เขตอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ) และที่เขาสมอคอน เมืองละโว้ (ลพบุรี) เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าลาวเม็งได้สู่ขอพระนาง “ศรีอโนจา” ราชธิดาของเจ้าเมืองเชียงเรือง (เมืองพะเยา) มาอภิเษกด้วย พระองค์มีราชโอรส ๖ พระองค์ พระราชธิดา ๑ พระองค์
พระราชโอรสที่สำคัญในประวัติศาสตร์มี ๓ พระองค์ ได้แก่ ขุนเครื่อง ขุนคราม (ไชยสงคราม) และขุนเครือ ในปี พ.ศ. ๑๘๐๒
พระเจ้าลาวเม็งเสด็จสวรรคต พญาเม็งรายจึงได้ครองราชสมบัติแทน เมื่อพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา หลังจากที่ครองราชย์แล้วก็ทรงพระราชดำริว่า “แว่นแคว้นโยนกประเทศนี้มีท้าวพญาหัวเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นเชื้อวงศ์ของปู่เจ้าลาวจก (ลาวจังกราช) ต่างก็ปกครองอย่างเป็นอิสระจึงมีเรื่องวิวาทแย่งชิงบ้านเมืองไพร่ไทยและส่วยอากรกันอยู่มิได้ขาด บ่ได้มีความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อีกประการหนึ่งบ้านเมืองใด หากมีผู้เป็นใหญ่ปกครองบ้านเมืองมาก เจ้าหลายนายก็มักจะสร้างความทุกข์ยากให้แก่ไพล่บ้านพลเมืองของตน อันเป็นอาณาประชาราษฎร์ยิ่งนัก และถ้าหากมี ศัตรูต่างชาติเข้าโจมตีก็อาจจะเสียเอกราชได้โดยง่าย ” ฉะนั้นพระองค์จึงพระประสงค์ที่จะรวบรวมหัวเมือง
ต่างๆ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และได้ผนวกเอาเมืองต่างๆ เข้าไว้ในพระราชอำนาจ
ในปีจอ พ.ศ. ๑๘๐๕ เมื่อพญาเม็งรายได้ยกทัพมาประทับ ณ เมืองลาวกู่เต้า บังเกิดราชบุตรองค์หนึ่ง ในปีจอ จุลศักราชได้ ๖๒๔ ปี ขนานนามราชกุมารนั้นว่า “ ขุนเครื่อง” ในปีเดียวกัน ช้างมงคลของพระองค์ที่ทอดไว้ในป่าหัวดอยทิศตะวันออก เกิดพลัดหายไป พญาเม็งราย จึงได้เสด็จติดตามรอยช้างไปจนถึง “ดอยจอมทอง” ภูเขาขนาดเล็กริมฝั่ง “แม่น้ำกก” ทรงเห็นชัยภูมิที่ดีเหมาะแก่การสร้างเมือง จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นโดยก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ท่ามกลางเมือง และบูรณะวัด ปราสาท ราชมณเฑียร เก่าของเมืองไชยนารายณ์เดิม ในวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๑๘๐๕ ทรงขนานนามเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นนี้ว่า “ เวียงเชียงราย” หมายถึง เมืองของพญามังราย และทรงย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยางมาไว้ที่เมืองเชียงราย อยู่ต่อมาได้ ๓ ปี ก็ได้ราชบุตรอีกองค์หนึ่งในปีขาล จุลศักราช ๖๓๗ ขนานนามว่า “ เจ้าขุนคราม” ต่อมาตีได้เมืองของชาวลัวะคือมังคุมมังเคียน แล้วขนานนามเมืองเสียใหม่ว่า “ เมืองเชียงตุง” (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า)
ครั้งหนึ่งมีพระอรหันต์รูปหนึ่งนามว่า พระมหาวชิรโพธิเถระ ได้นำพระบรมสารีริกธาตุองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถวายพญามังราย ถึง ๑๕๐ องค์ พระองค์จึงทรงสร้างสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ ดอยตุงในบริเวณสถูปเก่าที่พระเจ้าอชุตราช กษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธ์ สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ.๑๔๕๔ เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิธาตุพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระได้นำมาถวายพระเจ้าอชุตราช ทำให้พระธาตุดอยตุงมีสององค์
เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๑๗ พญาเม็งรายได้ขยายอำนาจลงมาประทับที่เมืองฝาง (ขอแทรกไว้ตรงนี้ว่า เป็น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ บางท่านอาจจะคิดว่าอยู่ห่างไกลกัน แต่ในความเป็นจริง ตามลักษณะภูมิประเทศแล้ว อยู่ใกล้กัน แต่ก่อนนั้นก็ถูกจัดให้อยู่ในเขต จ.เชียงรายเช่นกัน แต่ตอนหลัง เมื่อพ.ศ....... ถูกแยกไปรวมกับเขต จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนี้ชาวอ.ฝางก็มาโดยสารเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง ของ จ.เชียงราย ซึ่งใกล้กว่า ที่เชียงใหม่มากกว่า) ครั้นประทับอยู่ที่เมืองฝางได้ไม่นาน ก็ได้ราชบุตรอีกองค์หนึ่ง เกิดในปีมะเมีย พระบิดาขนานนามว่า “
ขุนเครือ” ขณะที่ประทับที่เมืองฝางนั้น พระองค์ได้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งของอาณาจักรหริภุญชัย ( ลำพูน ) จึงโปรดให้ขุนฟ้าไปเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองของข้าศึกนั้น เพื่อยุยงให้ราษฎรในเมือง คลายความจงรักภักดีต่อพญายีบา ผู้ครองอาณาจักรหริภุญชัย ขุนฟ้า ได้ทำการอยู่ถึง ๗ ปี จึงส่งสารมาทูลเชิญพญามังรายให้ยกทัพไปตี ซึ่งก็สามารถตีเอาเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จ จึงได้อาณาจักรที่สำคัญอีกแห่งมาเข้ารวมกับแคว้นโยนก รวบกันเป็น “อาณาจักรล้านนา”
ในครั้งนั้นก็ให้โอรสองค์โตทรงพระนามว่า ขุนเครื่อง ซึ่งมีพระชนมายุได้เพียง ๑๓ พรรษา พญามังรายให้ไปครองเมืองเชียงราย ครั้นครองเชียงรายได้ไม่นาน ถูกขุนไสเรียงอำมาตย์ผู้หนึ่งทูลยุให้กบฏต่อบิดา ชิงเอาราชสมบัติเสีย เมื่อ พญามังรายทรงทราบจึงปรารภว่า “ขุนเครื่อง ผู้มีบุญน้อย จะมาคิดแย่งราชสมบัติกูผู้เป็นบิดาเช่นนี้ จักละไว้มิได้” พญามังรายจึงมอบให้ ขุนอ่องลอบปลงพระชนม์เสีย ขุนอ่องจึงให้ทหาร
ผู้แม่นธนูไปซุ่มลอบปงพระชนม์ ขุนเครื่องจึงถูกปลงพระชนม์ที่เวียงยิง (เขตอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่) หลังจากนั้นพญามังรายก็จัดพระศพอย่างสมพระเกียรติ
ในครั้งที่พญามังรายขยายฐานอำนาจนั้น ได้รุกเข้าไปถึงเขตเมืองพะเยาของพญางำเมืองหมายจะตีเอาเมือง พญางำเมืองจึงจัดการต้อนรับโดยดีมิได้ต่อยุทธ์เหตุหามีเวรต่อกันไม่ ในการนี้พญางำเมือง ยินยอมยกแคว้นปากน้ำ ๕๐๐ หลังคาเรือนถวายแก่พญามังราย แล้วทั้งสองพระองค์ก็ได้กระทำสัตย์ปฏิญาณเป็นมิตรต่อกัน
ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๘๓๐ ได้เกิดเรื่องชู้สาวระหว่าง พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) แห่งเมืองสุโขทัย กับพระนางอั้วเชียงแสนราชเทวีของพญางำเมือง พญางำเมือง ทรงทราบเหตุก็จับกุมเอาพญาร่วงไว้ แล้วส่งสารไปเชิญพญาเม็งรายให้มาตัดสินคดีความ พญาเม็งรายตัดสินให้พญาร่วงทำพิธีขอขมาต่อพญางำเมือง และกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ก็ได้ทำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนว่าจักซื่อสัตย์ต่อกันไม่เบียดเบียนกันจนตลอดชีวิต แล้วแต่ละพระองค์ก็แทงเอาโลหิตที่นิ้วพระหัตถ์มารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำขุนภู (ต่อมาเรียกแม่น้ำอิง)
ต่อมาพระองค์ก็ย้ายไปสร้างเวียงกุมกามเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๗ ทรงให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้านและขุดหนอง ( หนองต่าง ) และนำดินที่ขุนคูเวียงและหนองต่างมาทำเป็นอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม ในช่วงเวลาที่ประทับที่ เวียงกุมกามนั้นก็ได้ยกทัพไปถึงเมืองหงสาวดีและเมืองอังวะและได้พระนางอุสาปโค ราชธิดาของพระเจ้าหงสาวดีมาเป็นราชเทวี ต่อมาทรงเห็นว่าเวียงกุมกามมีปัญหาน้ำท่วม จึงได้ออกสำรวจหาชัยภูมิที่จะสร้างเมืองใหม่ ในที่สุดก็พบบริเวณที่เหมาะสมคือ บริเวณที่ราบระหว่างดอยสุเทพด้านทิศตะวันตกกับแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันออก
ครั้งนั้นพญาเม็งรายก็ได้เชิญพระสหายร่วมน้ำสาบานคือ พญางำเมือง กับ พญาร่วง ไปช่วยพิจารณาและวางผังเมือง ดังความที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “ พญาเม็งรายก็ใช้อำมาตย์ผู้รู้ ผู้มีหลักการดีไปเมืองพรูยาว ที่อยู่พญางำเมือง เมืองสุโขทัยที่อยู่พญาล่วง แล้วเรียกร้องเอา
พญาทั้งสอง อันเป็นมิตรรักกันด้วย พระญาเม็งรายก็ชักเชิญว่าจักตั้งบ้านใหญ่เมืองหลวง เมื่อได้ยินคำจากปากของพระเจ้าเม็งราย ก็โสมนัสยินดี ”
กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ได้สร้างเมืองขึ้นมีความกว้าง ๙๐๐ วา และยาว ๑๐๐๐ วา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วจึงเริ่มขุดคูเมืองก่อปราการและสร้าง วัด ปราสาท ราชมณเฑียร จากจารึกวัดเชียงมั่น เชียงใหม่ ระบุไว้ว่าการสร้างเมืองเริ่มขึ้นเมื่อ วันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ เวลาประมาณ ๔.๔๕ น. ใช้เวลาทั้งสิ้น ๔ เดือน จึงแล้วเสร็จ จากนั้นมีการฉลองเมืองถึง ๓ วัน ๓ คืน แล้วทั้งสามกษัตริย์ก็ร่วมใจกันขนานนามเมืองใหม่นี้ว่า “ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ” (เรียกสั้นๆว่า เมืองเชียงใหม่) และทรงได้สร้าง วัดเชียงมั่น ขึ้นเป็นวัดแรกในเขต
กำแพงเมือง และสร้างเจดีย์ช้างค้ำไว้บริเวณหอนอนของระองค์ ไว้ในวัดเชียงมั่น
หลังจากนั้น พญาเมงราย ก็ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ที่เชียงใหม่ พระองค์ทรงนำความเจริญด้านต่างๆ มาสู่อาณาจักรล้านนา และทรงตรากฎหมายขึ้นมาใช้ปกครองบ้านเมือง เรียกว่ากฎหมาย “มังรายศาสตร์” พระองค์ประทับอยู่ที่เชียงใหม่โดยตลอด จนในปี พ.ศ. ๑๘๖๐ ขณะพระองค์ทรงช้างออกตรวจตลาดกลางเมืองเชียงใหม่ พลันพระองค์ก็ทรงถูกอสุนีบาตผ่าสวรรคตกลางตลาด (ตั้งอยู่ ใกล้กับวัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบัน) ขณะที่เจริญพระชนมายุได้ ๗๙ พรรษา
Friday, June 16, 2023
Friday, April 7, 2023
ประวัติพระแก้วมรกต
พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในปี พุทธศักราช ๕๐๐ โดยพระนาคเสนเถระ แห่งวัดอโศการาม กรุงปัฏนา ในแผ่นดินของพระเจ้ามิลินท์ (เมนันเดอร์) ในประเทศอินเดีย พระนาคเสนเป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องการโต้วาทะ ท่านสามารถโต้วาทะเอาชนะพระยามิลินท์ผู้หยิ่งผยองว่าไม่มีใครจะสามารถโต้วาทีเอาชนะพระองค์ได้ พระนาคเสนองค์นี้นี่แหละที่สามารถโต้วาทีกับพระยามิลินท์จนทำให้พระยามิลินท์ไม่สามารถโต้ตอบอะไรกับท่านต่อไปได้ต้องยอมรับนับถือท่านอย่างราบคราบเลยทีเดียว
เมืองปัฏนา Patna ที่พระนาคเสนเกิดเรียกชื่อต่างๆได้อีกหลายชื่อ เช่น "ปาตลีบุตร, ปาฏลีบุตร, ปัตนะ, มคธ" เป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร Bihar ปัฏนาเป็นเมืองเก่าแก่ที่ยังมีผู้อาศัยอยู่ต่อเนื่องมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเมื่อ 2,500 ปีก่อน ในสมัยพุทธกาล เมืองแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแคว้นมคธ ที่ตั้งขึ้นโดยพระเจ้าอชาตศัตรู เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับการเตรียมทำสงครามกับแคว้นวัชชี หลังจากพุทธกาลล่วงไปแล้ว เมืองนี้มีความสำคัญ เพราะได้กลายเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธและมีพระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอินเดีย คือพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์เมารยะ ผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ทรงอุปถัมภ์การทำตติยสังคายนา ณ อโศการาม โดยให้เมืองปัฏนา (หรือปาตลีบุตรตามที่เรียกกันในสมัยนั้น) เป็นศูนย์กลางในการส่งสมณทูตออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลก รวมทั้งสุวรรณภูมิด้วย
เมื่อพระนาคเสนท่านมีอายุมากขึ้นท่านมีความปราถนาจะสร้างพระพุทธรูปให้ยุวชนรุ่นหลังได้เห็นพระพุทธรูปอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นการสริมสร้างศรัทธาให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปในพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทานคิดว่าถ้าสร้างพระพุทธรูปด้วยเงินหรือทองคำ มันจะทำให้คนได้เห็นแล้วเกิดความโลภขึ้นในใจได้ อาจจะคิดทำบาปอกุศลกับพระพุทธรูปก็ได้ จะต้องสร้างด้วยแก้วดีกว่าจะปลอดภัยดีถ้าสร้างด้วยแก้วก็อยากได้แก้วดีๆมีลักษณะพิเศษมาสร้าง ท่านคิดว่า "จะหาแก้วดีๆที่ไหนหนอมาสร้าง"
พอท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ทรงทราบจุดประสงค์ของท่านแล้วจึงได้เนรมิตรกายเป็นช่างแก้วทีมีความเชี่ยวชาญมารับอาสาหาแก้ววิเศษมาถวายท่าน พอพระเถระเห็นช่างแก้วแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าท่านผู้นี้คือท้าวสักกเทวราชปลอมตัวมาจึงได้ตอบตกลงในทันที ท้าวสักกเทวราชจึงมีรับสั่งให้วิสสนุกรรมเทพบุตรไปขอเอาแก้วมณีโชติสีขาวที่ภูเขาวิบูลบรรณพตที่พวกกุมภัณฑ์เฝ้ารักษาอยู่
เมื่อวิสสนุกรรมเทพบุตรไปขอปรากฏว่าพวกกุมภัณฑ์ไม่ยอมให้ ในที่สุดท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์จึงต้องเสด็จไปขอด้วยพระองค์เอง พวกกุมภัณฑ์ทั้งหลายก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ได้จึงยอมยกให้ แต่ยกแก้วอมรโกฏิที่มีสีเขียวให้ แต่แก้วมณีโชติที่มีสีขาวยกให้มิได้เพราะมันเป็นแก้วคู่บุญบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิราช
พระอินทร์ไม่อยากขัดใจพวกกุมภัณฑ์ที่เฝ้ารักษาแก้วมณีโชติก็จำต้องยอมรับเอาแก้วอมรโกฏสีเขียวไปถวายพระนาคเสนเถระแทน พระเถระเมื่อได้แก้ววิเศษมาแล้วจึงได้จัดหาช่างแก้วที่มีฝีมือที่สุดในเมืองปัฏนามาทำการสร้าง พระอินทร์ก็ทรงอนุญาตให้วิสสนุกรรมเทพบุตรจำแลงกายเป็นช่างผู้เชี่ยวชาญลงไปช่วยในการสร้างด้วย
พระวิสสุกรรมเทพบุตรก็แปลงร่างเป็นช่างลงมาช่วยสร้างพระแก้วอมรโกฏเป็นพระแก้วมรกตจนสำเร็จ เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระนาคเสนเถระเจ้าจึงได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ ๗ องค์ไว้ในองค์พระแก้วมรกต คือบรรจุไว้ที่พระเกตุ (ศีรษะ) ๑ องค์ พระนลาฏ (หน้าผาก) ๑ องค์ พระนาภี (สะดือ) ๑ องค์ พระหัตถ์ซ้าย (มือซ้าย) ๑ องค์ พระหัตถ์ขวา (มือขวา) ๑ องค์ พระเพลาข้างซ้าย (เข่าซ้าย) ๑ องค์และพระเพลาข้างขวา (เข่าขวา) อีก ๑ องค์ รวมเป็น ๗ องค์
ครั้นสร้างสำเร็จแล้วพระนาคเสนก็ได้ตั้งชื่อว่า "พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต" แล้วก็ได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนบุษบก ในตอนนี้มันทำให้เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นในขณะนั้นคือทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น พระนาคเสนท่านจึงได้พยากรณ์ว่า "ในกาลภาคหน้าต่อไปพระแก้วมรกตองค์นี้จะได้เสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายในประเทศต่างๆ เหล่านี้ คือ:-
๑.ประเทศศรีลังกา
๒.ประเทศกัมโพชะ
๓.ประเทศศรีอโยธยา
๔.ประเทศโยนะวิสัย
๕.ประเทศปะมะละวิสัย
๖.ประเทศสุวรรณภูมิ
ปีพุทธศักราช ๘๐๐ ในแผ่นดินของพระเจ้าศิริกิตติกุมาร พระเชษฐราชโอรสในพระเจ้าตักละราช ขึ้นครองราชสมบัติที่เมืองปาฏลีบุตร เป็นช่วงที่เมืองปาฏลีบุตรเกิดมหากลียุคคือเกิดสงครามรบราฆ่าฟันกัน มีการจลาจลกันทั้งภายในและภายนอก ผู้คนในเมืองปาฏลีบุตรที่เคารพนับถือพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ได้นำเอาพระแก้วมรกตลงสู่เรือสำเภาแล้วออกเดินทางไปลี้ภัยที่ลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกา) เมื่อถึงลังกาทวีปแล้วพระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปในสมัยนั้น ทรงรับรักษา พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตเป็นอย่างดียิ่ง และทรงอุปถัมภ์ค้ำชูชาวเมืองปาฏลีบุตรที่นำพระแก้วมรกตมาเป็นอย่างดีตามความชอบ
ปีพุทธศักราช ๑๐๐๐ ในแผ่นดินศรีเกษตรพุกามประเทศ(ประเทศพม่า) มีพระมหากษัตริย์ผู้ครองนครขณะนั้นชื่อ "พระเจ้าอนุรุทธะราชาธิราชหรือ พระเจ้ามังมหาอโนรธาช่อ(ภาษามอญ)" พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระอานุภาพมาก บริบูรณ์ด้วยพลช้างพลม้าและทหารมากมาย และพระองค์ก็เป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง ทรงมีพระราชโองการ สั่งให้ส่งพระราชสาส์นและเครื่องมงคลบรรณาการ ไปยังลังกาทวีป เพื่อขอคัดลอกพระไตรปิฎกและทูลขอพระแก้วมรกตด้วย กษัตริย์ที่ปกครองประเทศศรีลังกาในขณะนั้น
พระองค์ ทรงเห็นว่า "ถ้าเอาพระแก้วมรกตให้พระเจ้าอนุรุทธะราชาธิราชไปเก็บรักษาไว้คงจะปลอดภัย" เมื่อพระองค์ทรงคิดเห็นเช่นนี้แล้วก็ทรงมอบพระแก้วมรกตให้แก่คณะทูตจากจากพุกามประเทศ เมื่อคณะทูตจากพุกามประเทศได้พระแก้วมรกตและพระไตรปิฎกแล้วก็ออกเดินทางกลับประเทศ
ในขณะที่คณะทูตเดินทางกลับประเทศนั้นเกิดมีลมพายุพัดอย่างรุนแรงมากจนพัดเอาเรือสำเภาของคณะทูตไปสู่อ่าวกัมพูชา พระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์แห่งกัมพูชาจึงตรัสสั่งให้ข้าราชบริพารตรวจสอบดูว่าเป็นเรือของประเทศไหนและให้ตรวจสอบดูว่าในเรือมีอะไรบ้าง เมื่อตรวจสอบดูแล้วก็เห็นมีแต่พระไตรปิฎกและพระแก้วมรกต ๑ องค์ จึงได้กราบทูตให้พระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์ให้ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสให้ยึดเอาพระแก้วมรกตไว้ ส่วนที่เหลือให้ส่งคืนและให้นำเอาเรือไปส่งถึงประเทศพุกาม
พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่กรุงอินทปัตถ์นครแห่งกัมพูชานานพอสมควร พอถึงแผ่นดินของพระเจ้าเสน่ห์ราช เกิดมีพายุฝนขนาดใหญ่ตกติดต่อกันหลายเดือน พระเจ้าเสน่ห์ราชก็เสด็จสวรรคตด้วยอุทกภัยนั้น มีพระมหาเถระองค์หนึ่งในเมืองอินทปัตถ์นคร ได้อัญเชิญเอาพระแก้วมรกตขึ้นเรือสำเภาหนีไปยังที่ดอนที่อยู่ในเขตของเมืองอโยธยาเพราะท่านกลัวน้ำจะท่วมพระ
ฝ่ายพระเจ้าอาทิตยราช เจ้าผู้ครองเมืองอโยธยาในสมัยนั้น ทรงทราบเรื่องจึงได้เสด็จไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ในที่ปลอดภัย โดยทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ในพระมหาเวชยันตปราสาท และได้ประดิษฐานไว้ในเมืองอโยธยาเป็นเวลาหลายปี
ชื่อ "อโยธยา" เป็นชื่อของอาณาจักรโบราณซึ่งตั้งอยู่ตรงฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาในปัจจุบัน เพราะพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่กว่ากรุงศรีอยุทธยาอยู่ในบริเวณนั้นมาก โดยการอ้างอิงจากหลักฐานเชิงตำนานและศิลาจารึกต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นรัฐหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความใกล้ชิดกับรัฐละโว้ น่าจะเป็นรัฐเครือญาติกันกับเมืองละโว้ (ลพบุรี) และเป็นเมืองศูนย์กลางในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแทนเมืองละโว้ซึ่งเป็นเมืองที่มีการคมนาคมไม่สะดวกเพราะแม่น้ำลพบุรีตื้นเขินบ่อยๆ
ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพระบรมญาติกับกษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น ทูลขอนำเอาพระแก้วมรกตขึ้นไปประดิษฐานไว้ ณที่เมืองกำแพงเพชร พระแก้วมรกตจึงได้มาประดิษฐานอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรอีกหลายปี ในปัจจุบันนี้ก็คือวัดพระแก้วกำแพงเพชร ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
ต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราชผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้ากือนาผู้ครองเมืองเชียงใหม่ พระองค์เป็นเจ้าหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๓ หัวเมือง คือเจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองเชียงแสน และเจ้าเมืองเมืองฝาง ได้ลี้ภัยจากการทำศึกสงครามกับพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้าเมืองเชียงใหม่ผู้เป็นหลาน ได้ไปอาศัยอยู่กับพระยาญานดิส เจ้าเมืองกำแพงเพชรที่เป็นญาติกันในตอนนั้น แต่ก่อนจะกลับไปเมืองเชียงราย ก็ได้ทูลขอพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงส์จากเจ้าเมืองกำแพงเพชร เจ้าเมืองกำแพงเพชรก็ได้ทรงมอบให้ตามต้องการ เมื่อพระเจ้าพรหมมหาราชชราภาพลงด้วยความห่วงในพระแก้วมรกต จึงได้เอาปูนพอกพระแก้วมรกตเอาไว้จนหนาทึบและทรงลงรักปิดทองเอาไว้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพื่อจะทำให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปรูปธรรมดาไม่มีค่าอะไร แล้วทรงบรรจุเก็บเอาไว้ในเจดีย์แห่งวัดป่าญะในเมืองเชียงรายโดยไม่มีใครรู้ว่าพระแก้วมรกตหายไปอยู่ที่ไหน จนกระทั่งเกิดอัสนีบาตคือฟ้าผ่าฟาดลงที่พระเจดีย์ทำให้เจดีย์พังทลายลงมาจึงได้พบพระแก้วมรกตที่ซ่อนอยู่ในทรากของพระเจดีย์นั้น
ฝ่ายพระเจ้าแสนเมืองมาเจ้าเมืองเชียงใหม่ หลังจากรบชนะพระเจ้าพรหมมหาราชผู้เป็นพระเจ้าอาแล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปไว้ที่เมืองเชียงใหม่ แต่พระแก้วมรกตทรงหาไม่เจอ
ครั้นต่อมาในสมัยของพระเจ้าติโลกราช ผู้ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. ๑๙๘๕–๒๐๓๑) ได้มีผู้พบพระพุทธรูปในวัดแห่งหนึ่งในเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทองเอาไว้ ต่อมาปรากฏว่ามีรอยกะเทาะที่พระกรรณ (หู) ของพระพุทธรูปจึงได้รู้ว่าเป็นพระแก้วมรกต พระภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาสจึงได้กะเทาะรักและทองออก แล้วจึงแจ้งให้เจ้าเมืองเชียงรายทราบ เมื่อพระเจ้าติโลกราชทรงทราบจึงได้เสด็จไปอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเมืองเชียงรายเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงใหม่ พอแห่มาถึงเมืองไชยสัก ปรากฏว่าช้างที่เป็นพาหนะไม่อาจรับน้ำหนักของพระแก้วมรกตที่เพิ่มขึ้นได้ จึงต้องอัญเชิญลงพักไว้แล้วให้คนไปทูลพระเจ้าติโลกราชให้ทรงทราบ พระเจ้าติโลกราชทรงตระหนักในพระบารมีของพระแก้วมรกตดี พระองค์จึงได้ตรัสสั่งให้เขียนชื่อเมือง คือเมืองเชียงใหม่ เมืองหริภุญชัย เมืองพะเยา เมืองลำปาง แล้วให้จับฉลากดูว่า พระแก้วมรกตอยากไปอยู่เมืองไหน ปรากฏว่าจับได้เมืองลำปาง พระองค์จึงมีพระราชดำริว่าพระแก้วมรกตคงจะอยากเสด็จไปโปรดชาวลำปางก่อน พระองค์จึงทรงอนุญาตให้อัญเชิญไปเมืองลำปาง ปรากฏว่าน้ำหนักพระแก้วมรกตลดลงเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นหลังช้างได้โดยสะดวก ช้างก็เดินทางสู่นครลำปางอย่างราบรื่นดี เมื่อถึงนครลำปางแล้วจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้วดอนเต้าในเมืองลำปาง พระแก้วมรกตอยู่เมืองลำปางหลายปี ต่อมาพระเจ้าติโลกราชจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่นครเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๒ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าพระแก้วมรกตเป็นของประเทศไทยมาก่อน
ในสมัยต่อมาพระเจ้าติโลกราชทรงทราบข่าวว่า พระเจ้าโพธิสาร ผู้เป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมปกครองกรุงศรีสัตนาคนหุต คือเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาวในตอนนั้นได้เคารพนับถือและอุปถัมภ์ค้ำชูพระเถระชาวเมืองเชียงใหม่ที่ไปจำพรรษาและสั่งสอนญาติโยมที่เมืองหลวงพระบางเป็นอย่างดียิ่ง"
พระองค์มีความยินดีต่อพฤติกรรมของพระเจ้าโพธิสารเป็นอย่างยิ่งจึงได้พระราชทานพระราชธิดาทรงพระนามว่า "พระนางยอดคำทิพ" ให้เป็นพระอัครมเหสี (ภรรยา) ของพระเจ้าโพธิสาร ต่อมาไม่นานพระราชธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่จึงมีพระราชโอรสกับพระเจ้าโพธิสาร ๓ องค์ คือ:-
๑.เจ้าเชษฐวังโส (พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช)
๒.เจ้าล้านช้างหรือท่าเรือ
๓.เจ้าวรวังโส
ในปี พ.ศ. ๒๐๘๕ เมืองเชียงใหม่ได้เกิดกบฏจราจลวุ่นวายขึ้น พระไชยราชาธิราชจากกรุงศรีอยุธยาและพระเจ้าโพธิสารจากเมืองหลวงพระบางได้ยกทัพไปช่วยปราบกบฏ แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่าฝ่ายเชียงใหม่ได้ปราบกบฏได้เรียบร้อยแล้ว จึงได้แต่งตั้งพระนางจิรประภาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน แต่ยังหากษัตริย์ไม่ได้ พระเจ้าโพธิสารผู้เป็นพระราชบุตรเขยของพระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ ได้เสนอให้พระราชโอรสคือเจ้าเชษฐวังโสซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากพระนางยอดคำทิพที่เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าติโลกราชเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นพระมารดาขึ้นเป็นกษัตริย์ ขุนนางข้าราชการและเชื้อพระราชวงศ์ทางเชียงใหม่เห็นว่าเจ้าเชษฐวังโสเป็นหลานของพระเจ้าติโลกราชและเป็นคนมีลักษณะดีมีน้ำใจกล้าหาญคงจะปกครองบ้านเมืองได้ดีจึงตอบตกลง นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเจ้าเชษฐวังโสจึงได้เป็นกษัตริย์ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๐๙๐ ทรงพระนามว่า"พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" กล่าวได้ว่าเมืองล้านช้างเข้ามามีอิทธิพลต่อเมืองล้านนาเป็นอย่างมากในยุคนี้ ซึ่งมีพระเจ้าโพธิสารเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการรวมล้านนาและล้านช้างเข้าไว้ด้วยกันโดยให้บุตรชายได้ปกครองเมืองเชียงใหม่
ส่วนตนก็ได้ปกครองเมืองหลวงพระบางต่อไป ในช่วงนี้นับว่าแคว้นล้านช้างมีอำนาจเหนือแคว้นล้านนาทุกหัวเมือง
พระเจ้าโพธิสารครองราชย์สมบัติมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๐๙๓ ก็เสด็จสวรรคตจากอุบัติเหตุในการไปการคล้องช้าง หลังจากพระองค์สวรรคตแล้วพระราชโอรสองค์รองของพระองค์คือเจ้าล้านช้างหรือเจ้าท่าเรือและเจ้าวรวังโสบุตรคนสุดท้องซึ่งเกิดแต่พระนางยอดคำทิพ อีกทั้งยังเป็นพระอนุชาของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชอีกด้วย ได้เกิดแย่งชิงราชสมบัติกัน ในที่สุดขุนนางข้าราชการจึงต้องไปทูลเชิญเจ้าเชษฐวังโสกลับมาครองราชย์สมบัติที่หลวงพระบาง
ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๐๙๕ จะมีการถวายพระเพลิงพระเจ้าโพธิสาร พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะต้องเสด็จไปถวายพระเพลิงพระราชบิดา ก่อนจะเสด็จไปพระองค์จึงได้ตรัสกับขุนนางข้าราชการแห่งเมืองเชียงใหม่ว่า ข้าพเจ้าจำจะได้ไปถวายพระเพลิงพระราชบิดาในการไปครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขออัญเชิญเอาพระแก้วมรกตไปด้วย ขุนนางข้าราชการก็ไม่มีใครห้ามปราม เมื่อถวายพระเพลิงพระราชบิดาเสร็จแล้ว พระองค์จะเสด็จกลับไปที่เมืองเชียงใหม่ยังไม่ได้ เพราะพระอนุชาทั้งสองพระองค์ จะเกิดรบราฆ่าฟันแย่งชิงราชสมบัติกัน ดูตามสถาณการณ์แล้วจะลงรอยกันยากเมื่อเป็นเช่นนี้ราชสมบัติของพระราชบิดาก็จะเกิดความพินาศฉิบหาย พระองค์จึงตัดสินใจรับคำเชื้อเชิญของขุนนางข้าราชการแห่งเมืองหลวงพระบางให้เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองหลวงพระบางต่อจากพระราชบิดา เมื่อพระองค์ตัดสินใจเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองหลวงพระบางแล้วจึงได้ตั้งเจ้าล้านช้างหรือเจ้าท่าเรือเป็นพระอุปราช ส่วนเจ้าวรวังโสแต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมรักษาเมือง เรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับพระอนุชาก็ยุติลง พระองค์จึงมีราชสารส่งไปถึงขุนนางข้าราชการ ณ ที่เมืองเชียงใหม่ว่า พระองค์ไม่สามารถจะกลับไปครองเมืองเชียงใหม่ได้จึงขอลาออก ให้ขุนนางข้าราชการแต่งตั้งให้พระนางจิรประภาดำรงค์ตำแหน่งแทนต่อไป
หลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ที่เมืองเชียงทองหรือหลวงพระบางได้ ๘ ปี พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจึงได้สร้างเมืองเวียงจันทน์ขึ้นเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๐๓
ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเกิดศึกสงครามกับพม่าๆได้ชัยชนะจึงเผาตึกรามบ้านช่องวัดวาอารามในกรุงศรีอยุธยาพินาศหมดซึ่งมีหลักฐานให้ดูได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้
หลังจากกรุงศรีอยุธยาล้มสลายไปแล้ว ต่อมาพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชรได้รวบรวมผู้คนกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้พ้นจากการยึดครองของพม่าข้าศึกได้สำเร็จ ภายในเวลา ๗ เดือน พระองค์จึงตั้งเมืองธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี
ส่วนเจ้าเมืองเวียงจันทน์เมี่อเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้วจึงเกิดความกระด้างกระเดื่องไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกกองทัพไปปราบปรามจนราบคาบและทรงมีรับสั่งว่าถ้าปราบปรามเมืองเวียงจันท์ได้แล้วให้อัญเชิญเอาพระแก้วมรกตที่เป็นของกรุงศรีอยุธยามาแต่ก่อนคืนมาด้วย
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกหลังจากปราบปรามบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยแล้ว จึงได้อัญเชิญเอาพระแก้วมรกตกลับกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบจึงโปรดให้จัดกระบวนเรือแห่ไปรับเป็นการใหญ่ และให้จัดละคร โขน งิ้ว ลงเรือสามปั้น (กำปั้น) ไปแสดงในกระบวนแห่ แล้วโปรดให้สร้างโรงเรือนพระแก้วที่ด้านหลังพระอุโบสถวัดแจ้งคือวัดอรุณราชวรารามในปัจจุบัน สำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต แล้วโปรดให้มีการฉลองสมโภชต่างๆ อยู่หลายวัน
ครั้นสิ้นราชการสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงมีพระราชดำรัสให้อัญเชิญพระแก้วมรกตข้ามฟากมาอยู่ฝั่งตะวันออก ในครั้งนั้นโปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พร้อมกับสร้างพระนครอยู่ ๒ ปี จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดอรุณราชวราราม มาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๒ ค่ำ ปีมะโรง จ.ศ. ๑๑๔๖ ตรงกับ วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๗ แล้วนิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะมาประชุมทำสังฆกรรมสวดผูกพัทธสีมาในวันนั้น
เมื่อการสร้างพระอารามเสร็จบริบูรณ์แล้ว ได้พระราชทานนามว่า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” ต่อมาเมื่อตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและสมโภชพระอารามกับฉลองพระนคร ได้พระราชทานนามพระนครให้ต้องกับนามพระพุทธรัตนปฏิมากรว่า
"กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุธยาบรมราชธานี” ด้วยเหตุดังนี้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงเป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตมาจนกระทั่งทุกวันนี้
สรูปพระแก้วมรกตไปประดิษฐานในประเทศต่างๆ ดังนี้
๑.ประเทศศรีลังกา
๒.ประเทศกัมโพชะ (ประเทศกัมพูชา)
๓.เมืองอโยธยา (ประเทศไทย)
๔.เมืองกำแพงเพชร (ประเทศไทย)
๕.เมืองลำปาง (ประเทศไทย)
๖.เมืองเชียงราย (ประเทศไทย)
๗.เมืองเชียงใหม่ (ประเทศไทย)
๘.เมืองหลวงพระบาง (ประเทศลาว)
๙.เมืองกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย)
จบประวัติพระแก้วมรกตแต่เพียงเท่านี้

